เมื่อไม่ถึงปีมานี้ จขบ.ยังเป็นมนุษย์ประเภทไม่เข้าครัว ไม่ทำกับข้าว ถึงจะเป็นเด็กหอมาตั้งแต่ม.ปลาย ซักผ้ารีดผ้าเองอะไรเอง แต่ก็ไม่เคยทำครัว เพราะที่หอมหาลัยก็ไม่ได้มีครัวและห้ามอุตริก่อเตาทำกับข้าวในห้องพักอีกตะหาก มีแต่ไมโครเวฟและหม้อน้ำร้อนใบมหึมาไว้ให้ต้มมาม่ากันเท่านั้น แต่จะมีปัญหาอะไร แค่ข้ามถนนก็ถึงโรงอาหารมหาลัย ออกไปหน้าม.ก็เจอสารพัดร้านอาหาร ไหนจะเซเว่นที่มีอยู่ทุกประตูมหาลัยรวมทั้งข้างหออีก ไม่มีเหตุจำเป็นให้ต้องดิ้นรนทำกับข้าวกินเองแม้แต่น้อย
 
จนถูกโชคชะตาถีบส่งมาเรียนไกลถึงเยอรมัน คราวนี้ไม่ว่ายังไงก็ต้องดิ้นรนตะกายทำอาหารกินเองให้ได้แล้วล่ะ หลังจากกินขนมปังกะแฮมกะชีสประวิงเวลาอยู่หลายวัน ในที่สุดก็ต้องฮึดลุกขึ้นมาหัด
 
และก็ได้ออกมาเป็นเมนูแรก...แซนด์วิชไข่กวน
 
ไข่กวนนี่ง่ายกว่าไข่เจียว ไข่ดาว อีกนะจะบอกให้ เพราะไม่จำเป็นต้องทำให้เป็นแผ่นสวยๆ ยิ่งถ้าไม่มีตะหลิว (อุปกรณ์ทำครัวที่ทางหอพักที่นี่มีให้มีแต่ช้อนไม้ยาวๆ อันนึงเท่านั้นแหละ กว่าจขบ.จะทำไข่เจียวออกมาเป็นไข่เจียวโดยใช้ไอ้ช้อนไม้นี่ได้ก็ปาไปตั้งหลายเดือน)
 
ความจริงตอนทำทีแรกก็ไม่ได้นึกหรอกว่ามันจะต้องออกมาเป็นอะไร แต่แม่บอกว่าซื้อไข่มาทำกินสิ ไข่กินดีมีประโยชน์ได้สารอาหารมากมาย ก็เลยซื้อไข่มา นอกนั้นใช้สามัญสำนึกและสัญชาตญาณ ปรากฏว่าก็ออกมากินได้อร่อยดี เลยค่อยมีกำลังใจขึ้นมา และหลังจากเวลาผ่านไปไม่เท่าไร จขบ.ก็พบว่าสกิลทำอาหารพัฒนาพุ่งพรวดๆ เร็วกว่าสกิลภาษาซะอีก Foot in mouth
 
จนถึงตอนนี้ เรียนภาษาจนสอบผ่านเข้ามหาลัยได้เป็นที่เรียบร้อย กลับบ้านไปพักเฮือกนึงแล้วกลับมาอีกรอบแล้ว ก็เลยนึกถึงเมนูนี้ขึ้นมา ไหนๆ ทำแล้วคราวนี้เลยเอามาฝาก เผื่อจะเป็นประโยชน์สำหรับคนที่ต้องเริ่มหัดทำอาหารด้วยตัวเองแบบงูๆ ปลาๆ สุดๆ ไปจนถึงคนที่ทำกับข้าวเป็นอยู่แล้วก็อาจจะเป็นไอเดียไว้สำหรับเวลาไม่รู้จะทำอะไรดีและอยากได้อะไรง่ายๆ เร็วๆ
 
 
ส่วนผสม
 
 
- ขนมปัง
- ไข่
- เครื่องปรุงรส ไม่ตายตัวหรอก ใช้ตามใจชอบเหอะ จขบ.ใช้เกลือ น้ำตาล และน้ำผึ้งนิดหน่อย ใครไม่ชอบก็ปรับเปลี่ยนเอาได้ตามความพอใจ
 
หลักๆ ก็แค่นี้แหละ น่าจะหาได้ทั่วโลก ใครแอดวานซ์แล้วจะไปประยุกต์ใส่เครื่องเป็นไข่กวนใส่แฮมใส่อะไรต่างๆ หรือใช้ขนมปังบาตองบาแกตอะไรกันก็ตามสะดวกนิ
 
 
วิธีทำ - สำหรับคนที่แอดวานซ์แล้ว
๑. ทำไข่กวน
๒. เอาไข่กวนโปะขนมปัง ตามด้วยขนมปังอีกแผ่นตามปกติประสาแซนด์วิช
 
 
 
จบ...ง่ายแมะ
 
 
ทีนี้ สำหรับมือใหม่ผู้ต้องกระเสือกกระสนทำครัวเองเป็นครั้งแรกในชีวิตแบบจขบ.เมื่อครั้งกระโน้น มาดูกันสเต็ปบายสเต็ปโลด
 
ขั้นแรก ตอกไข่ใส่ถ้วยโถโอชามตามแต่จะหาได้ (ไม่อยากจะบอกว่าสมัยแรกสุดโน้นตูยังไม่มีชามด้วยซ้ำ ใช้ถ้วยโยเกิร์ตใบใหญ่หน่อยนี่แหละเป็นภาชนะตีไข่ orz)
 
 
ใส่เครื่องปรุงทั้งหลายลงไปแล้วคนๆ สักหน่อยพอเข้ากัน ใส่แค่ไหนถึงจะอร่อยก็กะๆ เอา ครั้งนี้ออกมาไม่อร่อยไว้แก้ะตัวครั้งหน้า (อ้าว?) ใครลองครั้งแรกๆ ไม่มั่นใจอยากแอบแตะชิมก็ทำเถอะ ไม่ตายและไม่ผิดกฎหมาย ครั้งต่อๆ ไปก็จะพอกะได้เองว่าใส่อะไรแค่ไหนถึงจะพอดี
 
เอาเนยทากระทะสักหน่อยพอเป็นพิธี หรือไม่ก็ใช้น้ำมันก็ได้ ค่อยๆ เทลงกระทะ นิดเดียวก็พอ ยกกระทะตั้งเตา ตั้งไฟกลางๆ สำหรับมือใหม่เอี่ยมใช้ไฟอ่อนก็ได้ ถึงจะนานเป็นชาติกว่าจะสุกแต่รับรองไม่ไหม้
 
 
เทไข่ที่ผสมไว้ลงกระทะ ถ้าเริ่มคุ้นแล้ว ข้ามขั้นตอนแรกไปเลย ตอกไข่ใส่กระทะแล้วโยนเครื่องปรุงไปคนกันในกระทะนั่นแหละ การตีไข่ไว้ก่อนช่วยให้ไม่ต้องมาเสียเวลาพะวงกับการปรุงรสในกระทะ เดี๋ยวไหม้
 
อนึ่ง หากใช้ครัวรวมพึงระวังด้วยว่าไม่ใช่คนก่อนหน้าเพิ่งยกหม้อออกไป เตายังร้อนฉ่าๆ อยู่ เอากระทะวางลงไปถึงใช้ไฟอ่อนไข่ก็สุกได้ในพริบตาเหมือนกัน Undecided
 
คนๆ ไปสักพัก ไข่จะเริ่มสุก ก็คนๆ ไปอย่าให้ติดกระทะ
 
 
จากนั้นใครชอบสุกมากสุกน้อยก็ตามอัธยาศัย พอไข่ได้ที่ตามที่ต้องการก็ยกออกตักใส่จาน
 
ส่วนขนมปังจะเอาไปปิ้งหรือไม่ปิ้งก็ตามแต่ชอบ จะกินคู่กันเป็นขนมปังกับไข่กวน หรือทาเนยทาน้ำผึ้งสักหน่อยแล้วเอาขนมปังประกบไข่เป็นแซนด์วิชก็ได้
 
 
เป็นอันเรียบร้อย ง่ายดาย เหมาะสำหรับคนเพิ่งหัดทำเพราะไข่กวนใช้ไฟอ่อน ค่อยๆ คนค่อยๆ ดูรอให้มันสุกได้ ต่างจากไข่เจียวที่จะอร่อยต้องตั้งน้ำมันให้ร้อนๆ แล้วเทไข่ลงไป การที่เตาร้อนน้ำมันร้อน มันก็ไหม้ง่ายกว่าไฟอ่อนๆ แหงอยู่แล้ว
 
เพื่อสุขภาพก็ควรหาผักประกบเข้าไปด้วย เช่นมะเขือเทศหรือผักกาดแก้ว ส่วนมื้อนี้จขบ.กินกับสลัดอีกชามโต อิ่มอร่อยง่ายๆ จ้า Money mouth
วันก่อนได้อ่านบทความบทนึงในหนังสือเรียน เกี่ยวกับการเรียนรู้คำศัพท์ใหม่ รู้สึกว่าน่าสนใจดีเลยเอามาเล่าต่อ เพราะน่าจะใช้ได้กับการเรียนศัพท์ใหม่ในทุกภาษา รวมถึงอาจจะประยุกต์ใช้กับการเรียนรู้ด้านอื่นได้ด้วย
 
ในบทความบอกว่า ในการเรียนรู้ศัพท์ใหม่ในภาษาต่างประเทศนั้น คำศัพท์แต่ละคำจะต้องผ่านการเดินทางอันยาวนาน กว่าจะมาลงหลักปักฐานอยู่ในสมองเราได้
 
หลายคนอาจจะเคยได้ยินเรื่องความจำระยะสั้นกับความจำระยะยาว (Short-term Memory / Long-term Memory) มาบ้าง ความจำระยะสั้นก็แปลว่าจะถูกลืมอย่างรวดเร็ว ตัวอย่างเช่น เนื้อหาวิชาที่เราไม่ได้สนใจมันเป็นพิเศษ ก็จะลืมทันทีที่ออกจากห้องสอบ (หรือหลายคนก็ลืมตั้งแต่ก่อนเข้าห้องสอบ อ่านมาอยู่หลัดๆ แท้ๆ orz)
 
เอาใหม่ๆ ความจำระยะสั้น ก็คือความจำแบบชั่วคราว เขาว่ากันว่า เมื่อสมองได้รับข้อมูลก็จะเป็นความจำระยะสั้น ซึ่งหากไม่มีการทบทวน มันก็จะถูกลืมไป หรือถึงจะได้รับการทบทวนในชั่วระยะเวลาหนึ่ง พอไม่จำเป็นต้องใช้ข้อมูลนี้แล้ว สมองก็จะดีลีตมันไปได้อัตโนมัติ เช่น วันนี้จะทำไก่น้ำแดง จำไว้ว่าวันนี้ต้องซื้อไก่ พอซื้อไก่มาเสร็จ ทำไก่น้ำแดงเสร็จ กินเสร็จเรียบร้อย เราก็ไม่จำอีกต่อไปว่าต้องซื้อไก่
 
ส่วนข้อมูลที่ได้รับการทบทวนและต้องใช้อยู่ตลอดเวลา ก็จะกลายเป็นความจำระยะยาว เช่น ชื่อตัวเอง เบอร์โทรศัพท์แฟน
 
ลองเปรียบเทียบดู คืออะไรก็ตามที่เข้าสู่สมองเรา ก็จะเจอห้องโถงรับรองเล็กๆ ที่แปะป้ายว่า "ห้องความจำระยะสั้น" อยู่ อีกฟากห้องก็จะพบกับ ตม. หรือด่านตรวจข้อมูลเข้าสมอง คัดว่าอะไรที่เราสนใจ หรือจำเป็นจะต้องจำ ก็จะผ่านด่านนี้ได้ด้วยการทบทวนหรือทำซ้ำหลายๆๆๆๆๆ ครั้ง ก็จะสามารถผ่านเข้าไปสู่ส่วนของความจำระยะยาว ซึ่งกว้างใหญ่มหาศาล จนบางทีก็หลงทาง จึงเกิดอาการ "นึกไม่ออก" ได้เสมอ แต่ไม่ได้หมายความว่า "ลืม"
 
 
ใครสนใจเรื่องความจำระยะสั้นระยะยาวอย่างละเอียด แบบมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์การวิจัยอะไรประกอบ ก็กูเกิ้ลโลดนะจ๊ะ Smile
 
 
กลับมาที่บทความของเราดีกว่า บทความนี้บอกว่า เมื่อแรกพบประสบเจอคำใหม่ครั้งแรก ไม่เคยรู้จักหน้าค่าตากันมาก่อนเลยนั้น คำศัพท์ใหม่นี้ก็จะไปอยู่ที่ "หน่วยความจำระยะโคตรสั้น" ซึ่งจะอันตรธานไปจากสมองเราอย่างรวดเร็วมากๆ
 
แต่ถ้าเราทุ่มเทกายใจ ใส่พลังความตั้งใจลงไปให้เต็มที่ ก็พอจะยืดอายุของคำศัพท์ใหม่ในสมองเราได้อีกหน่อย โดยจะได้รับบัตรผ่านเข้าไปที่ "ความจำระยะสั้น" ซึ่งคำศัพท์นี้ก็จะสามารถเดินเล่นช็อปปิ้งต่อได้อีกประมาณยี่สิบนาที ถ้ายังอยากอยู่ต่อก็ต้องไปทำเรื่องต่อวีซ่าให้เรียบร้อย...
 
...ด้วยการทบทวน
 
ก็คือในเวลาประมาณยี่สิบนาทีนี้ ถ้าไม่มีการทบทวนเลย ก็จะลืมนั่นเอง
 
และถึงแม้เราจะหมั่นทบทวน ท่องศัพท์ จนสามารถจับมันยัดเข้าไปใน "ความจำระยะยาว" ได้สำเร็จ ก็ใช่จะนิ่งนอนใจได้
 
เพราะว่า "คลังคำศัพท์" ในสมองเรานั้นก็ยังจะแบ่งออกเป็น "คลังศัพท์เชิงรับ" กับ "คลังศัพท์เชิงรุก" (มันคือพาสสีบกับแอ๊กถีบอะแหละ ใครช่วยคิดคำแปลที่ดีกว่านี้ที orz)
 
ถึงแม้เราจะท่องศัพท์จนสามารถจำมันได้ดีแล้ว แต่ถ้าไม่ใช้เลย คำศัพท์นั้นก็จะถูกเก็บอยู่ใน "คลังศัพท์เชิงรับ" ก็คือถ้าเราได้อ่านหรือได้ยินคำคำนี้ เราก็จะเข้าใจว่ามันหมายความว่าอย่างไร แต่เราจะไม่สามารถดึงมันมาใช้ได้ เวลาต้องพูดหรือต้องเขียนก็จะนึกไม่ออก ประมาณนั้น
 
ดังนั้น นอกจากต้องขยันท่องศัพท์แล้ว ก็ต้องหมั่นฝึกใช้ ฝึกเขียนฝึกพูดให้มากๆ ด้วยนะจ๊ะ
 
สรุปเป็นแผนภาพ ก็อาจจะได้ประมาณนี้
ถ้าดูแล้วงงหนักกว่าเดิม...ก็ช่างมันเถอะนะ Foot in mouth
 
 
มาถึงประเด็นของ วิธีการเรียนรู้ บ้าง
จะทำอย่างไรให้เรียนศัพท์ใหม่ได้เยอะๆ เร็วๆ?  มีเคล็ดลับในการท่องศัพท์อย่างไร?
 
คำตอบ...ไม่มีสูตรสำเร็จครับผม
 
...ชีวิตมันก็ไม่มีสูตรสำเร็จอยู่แล้วอ้ะ
 
 
เพราะว่าลักษณะการเรียนรู้ของแต่ละคนแตกต่างกัน ดังนั้น วิธีที่จะเรียนรู้ให้ได้ผลดีจึงต่างกันไปด้วย และแต่ละคนก็จะต้องหาวิธี หาเคล็ดลับที่เหมาะกับตัวเองให้เจอ ถึงจะประสบผลสำเร็จได้อย่างมีประสิทธิภาพเต็มที่
 
หลายคนอาจจะเคยได้ยินเรื่องของสไตล์การเรียนรู้ประเภทต่างๆ มาบ้าง (ก๊อปประโยคข้างบนมานี่หว่า) ประมาณ เรียนรู้จากการมองเห็น จากการได้ยิน และจากการกระทำ
 
เช่นเคย...ใครสนใจรายละเอียดก็ไปกูเกิ้ลดู คีย์เวิร์ด learning style
 
 
ส่วนในบทความนี้แบ่งประเภทการเรียนรู้คำศัพท์ออกดังนี้
 
- เรียนรู้จากการมองเห็น หรือในที่นี้ก็คือ การอ่าน คนในกลุ่มนี้จะเรียนรู้ได้ดีจากการอ่าน หาหนังสืออ่านเยอะๆ ก็จะช่วยได้มาก
 
- เรียนรู้จากการได้ยิน ก็คือการฟัง หาหนังดู ฟังเพลง ฟังข่าวให้มากๆ เข้าไว้
 
- เรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติ พวกนี้ต้องได้เขียนเองถึงจะจำได้
 
- เรียนรู้จากการศึกษาโครงสร้าง จะต้องเข้าใจโครงสร้างของคำ หลักไวยากรณ์ หนังสือไวยากรณ์เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับคนกลุ่มนี้
 
- เรียนรู้จากการทำตาม กลุ่มนี้จะเรียนโดยการฟังแล้วพูดตาม ซึ่งจะว่าไปก็เป็นวิธีการเรียนรู้แบบธรรมชาตินะ แต่ข้อเสียในการเรียนภาษาต่างประเทศคือ ถ้าไม่ได้ไปอยู่ในประเทศเจ้าของภาษาก็อาจจะลำบากหน่อยล่ะ Foot in mouth
 
 
ก็ลองค้นหาตัวเองกันให้เจอ หาวิธีที่เหมาะกับตัวเองกันดูนะ
 
ส่วนวิธีที่เราใช้ในการท่องศัพท์ก็คือ จะจดคำศัพท์ใส่สมุดเล่มเล็กๆ ไว้ พกง่ายท่องสะดวก Surprised เวลารอรถรออะไรก็นั่งท่องไปเรื่อยๆ
 
อีกวิธีที่แนะนำก็คือ การใช้สีช่วย บางภาษาอย่างภาษาเยอรมันที่คำนามมีสามเพศ มีไอ้นู่นไอ้นี่อีกวุ่นวาย การใช้ปากกาสีๆ ในการจดศัพท์เพื่อช่วยจำก็เป็นทางหนึ่งที่อาจลองดูกันได้
จากที่ได้สังเกตมาระยะหนึ่ง พบว่า อาการของผู้เรียนภาษาเยอรมัน หรือที่เจ้าของภาษาเขาเรียกของเขาว่า ดอยทช์ (Deutsch แต่ประสาเราชาวไทย ท้ายคำมีเสียงอะไรตัดเรียบหมด เลยกลายเป็น ด๊อย) ระยะแรกมักจะมีอาการ หมกมุ่นเรื่องเพศ
 
อาการนี้มักจะพบในกลุ่มผู้ที่มีความกระตือรือร้นในการเรียน สาเหตุเกิดจากคำนามทุกคำในภาษาเยอรมันนั้นจะมีการแบ่งเพศ
 
เคยรู้มาแต่เด็กๆ ว่าคำนามภาษาฝรั่งเศสจะแบ่งเป็นเพศชายเพศหญิง แม้แต่สิ่งไม่มีชีวิตที่ไม่น่าจะมีอะไรแสดงความเป็นชายเป็นหญิง มนุษยชาติก็อุตส่าห์ยัดเพศเข้าไปให้มันจนได้ เช่น โต๊ะ ก็เป็นผู้หญิง ทำไมถึงเป็นผู้หญิง...ก็คงเป็นปริศนาจักรวาลต่อไป
 
พอมาถึงภาษาเยอรมัน โอ้ มันมีสามเพศครับพี่น้อง คือนอกจากเพศชาย เพศหญิง ก็ยังมีกะเทยเพศกลาง ไม่เป็นทั้งชายทั้งหญิงอีกด้วย
 
ยังๆๆ มันยังมี "ชายประเภทสอง" ด้วยนะเธอ แต่เอาไว้ก่อนเหอะ แค่สามเพศปกติก็ปวดหัวพอละ Foot in mouth
 
ถ้ามันจะมีหลักเกณฑ์อะไรในการแบ่ง หลักเกณฑ์นั้นก็คงไม่ใช่อะไรที่จะสามารถอธิบายให้ปุถุชนทั่วไปเข้าใจได้โดยง่ายแน่นอน เพราะไม่ว่าจะถามครูบาอาจารย์ หรือพยายามค้นตำรับตำราอะไร คุณก็จะได้รับคำตอบว่า...
 
...จงหลับหูหลับตาท่องไปเถอะ!!
 
ถ้ามันจะมีคำตอบว่าทำไมจริงๆ (ซึ่งจขบ.เองก็ไม่รู้ แต่เชื่ออยู่ลึกๆ ว่าถ้าจะขุดคุ้ยหามันจริงๆ ก็อาจจะเจอเข้าได้สักวัน) คำตอบนั้นก็อาจจะต้องใช้เวลามหาศาลในการอธิบายและทำความเข้าใจ และพื้นฐานความรู้ทางภาษาศาสตร์ นิรุกติศาสตร์ขั้นเมพ ซึ่งถ้าใครไม่คิดจะสนใจเรียนทางนี้ลึกซึ้งขนาดนั้นจริงๆ ก็จง...ช่างมันเถอะ
 
แต่ถ้าใครบรรลุถึงขั้นนั้น แล้วหาเหตุผลที่มาที่ไปได้จริงๆ ช่วยติดต่อบอกจขบ.สักนิดก็ดีนะ ลึกๆ ก็อยากรู้เหมือนกัน ว่าจริงๆ แล้วมันมีที่มา แต่เราไม่รู้เอง หรือความจริงคือมันก็ไม่มีกัเหตุผลนั่นแหละ
 
กลับมาที่คนทั่วไป ที่ไม่ได้คิดจะบำเพ็ญเพียรศึกษาถึงแก่นขนาดนั้น แต่เรียนภาษาแค่เพื่อให้สื่อสารได้ หรือแค่เพื่อความสนุก ก็ว่ากันไป สิ่งเดียวที่เราจะต้องทำกับไอ้สามเพศในภาษาก็คือ...ท่องซะ
 
เคยมีคนถามหลายคน ว่ามันจำเป็นแค่ไหนที่จะต้องท่องเพศของคำนามทุกคำ ก็บอกได้เลยว่า จำเป็นโคตรๆ ขนาดที่ว่า ถ้าคุณจำเพศไม่ได้ คุณจะทำอะไรต่อไปแทบไม่ได้เลยแหละ เพราะไม่ว่าจะเรียนหลักไวยากรณ์อะไร มันก็จะต้องวกมาเกี่ยวพันกับเรื่องเพศๆ เสียแทบทุกหัวข้อ
 
ก็...หมกมุ่นเรื่องเพศกันเข้าปายยยยยยย
 
 
ขั้นต่อมา เมื่อคุณหมกมุ่นเรื่องเพศได้ที่ และเรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆ มากเข้า คุณก็จะเริ่มมีอาการ...สับสนทางเพศ
 
ตัวอย่างอาการ :
A: เอ๊ะ คำนี้มันเพศอะไรนะ
B: ไม่ชายก็กลางแหละ เอ๊ะ หรือหญิงนะ
A: ... (มันก็ต้องอันใดอันหนึ่งในสามอันนี่แหละ ไม่ได้ช่วยกรูเล้ยยย)
 
ยิ่งคนที่เคยเรียนภาษาฝรั่งเศสมานะ คุณเอ๊ย... อย่างโต๊ะ ที่ตะกี้ภาษาฝรั่งเศสยังเป็นเพศหญิงอยู่ดีๆ พอมาอยู่เยอรมัน กลับแปลงเพศกลายเป็นชายหนุ่มไปซะงั้น
 
อาการระยะแรก หมกมุ่นทางเพศนั้น อาจไม่ได้เป็นทุกคน (คือบางคนขี้เกียจ กรูก็ไม่ท่อง) แต่ยิ่งคนที่ไม่ยอมหมกมุ่นแต่แรกนะ จะเจออาการระยะสับสนแบบนรกแตกมาก คือถ้ายอมหมกมุ่นแต่แรก อย่างน้อยมันก็ต้องมีบางส่วนซึมเข้าเซลล์สมองกันบ้างแหละน่า
 
คนอีกกลุ่มที่มักมีอาการสับสนทางเพศ คือพวกมนุษย์ชอบหลักการ พยายามจะไปจัดหมวดหมู่ให้มัน อาจมีอาการสติแตก เมื่อไม่สามารถจัดได้อย่างใจ คือมันไม่มีหลักอะไรที่จะมาจัดได้ครอบคลุมทั้งหมดอะนะ เห็นลองกันมามากมายละ ยังไม่สำเร็จ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีทางสำเร็จ ใครยังใคร่ลองก็ลองไปละกัน เผื่ออาจจะค้นพบประโยชน์แก่มวลมนุษยชาติบ้างก็ได้
 
อย่างไรก็ตาม มันก็ยังไม่ได้ไร้หลักการไปเสียทั้งหมดหรอก ก็ยังมีหลักเกณฑ์ที่พอจะช่วยได้อยู่บ้าง แม้จะไม่ใช่ทุกคำจะมีหลักเกณ์ แต่อย่างน้อยก็ช่วยลดภาระการท่องไปได้บ้างแหละนะ
 
เช่น...
 
- คำที่เป็นผู้ชายเห็นกันอยู่ชัดๆ เช่น Vater-พ่อ Bruder-พี่ชายหรือน้องชาย Sohn-ลูกชาย ก็เป็นคำนามเพศชาย คำที่เป็นผู้หญิงชัดๆ เช่น Mutter-แม่ Tochter-ลูกสาว ก็เป็นคำนามเพศหญิง
 
- พวกคำที่แสดงถึงเพศชาย อย่างอาชีพต่างๆ เช่น Lehrer-ครู Student-นักศึกษา Schauspieler-นักแสดง ฯลฯ ถ้าเป็นเพศหญิงจะเติม -in กลายเป็น Lehrerin-ครูผู้หญิง Studentin-นักศึกษาหญิง Schauspielerin-นักแสดงหญิง ฯลฯ
 
- ชื่อฤดูกาล เดือน ทิศ วัน จะเป็นเพศชาย
 
- พวกคำที่ลงท้ายด้วย -ling จะเป็นเพศชาย
 
- พวกคำที่ลงท้ายด้วย -ei -heit- keit -schaft -ung จะเป็นเพศหญิง
 
- พวกคำที่ลงท้ายด้วย -lein หรือ -chen (มีความหมายว่า เล็กๆ) จะเป็นเพศกลาง รวมถึง mädchen ที่แปลว่า เด็กผู้หญิง แต่เป็นเพศกลางล่ะเอ้อ (ขัดสามัญสำนึกดีมะ)
 
ยังมีหลักเล็กๆ น้อยๆ อีกเยอะแยะมากมาย ถ้าจำหลักหมดนี่ บางทีเอาเวลาไปจำแต่ละคำเลยอาจจะง่ายกว่า Foot in mouth
 
 
ทีนี้ เมื่อมีอาการ สับสนทางเพศ ไม่รู้จะเป็นเพศอะไรดี ถ้ามีพจนานุกรมติดมือก็แล้วไป แต่ถ้าไม่มี หรือมีแต่ใช้ไม่ได้ (เช่นเวลาสอบ)
 
ก็...มั่วเพศ...กันเมามันล่ะครับพี่น้อง Kiss